“กลองเอกราช” (Kiong Ekkarat) หมายถึง กลองยาวหรือกลองเพล (กลองทัด) ที่ทำจากไม้เนื้ออ่อน นำมาขึ้นรูปทรงตามประเภทของกลองที่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ และประเภทสวยงาม โดยมีหนังกลองทำมาจากหนังสัตว์หลายชนิดตามความเหมาะสม ผลิตตามกรรมวิธีและภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์โดยช่างฝีมือที่มีความชำนาญเฉพาะตัว ผลิตในเขตพื้นที่ของตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “กลองเอกราช” เป็นงานหัตถศิลป์ของชาวอ่างทองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความประณีตงดงาม และมีคุณภาพสูงจนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศให้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กลองเอกราช” เมื่อ 22 มิถุนายน 2564
โดยลักษณะของ กลองยาว เป็นกลองหน้าเดียวที่มีรูปร่างกลมยาว ตัวกลองตอนหน้ามีขนาดใหญ่ใช้ขึงหนัง ตอนกลางมีขนาดเล็กเรียวและตอนปลายหรือฐานกลองจะบานคล้ายดอกลำโพง มีสายสะพายสำหรับสะพายบ่า ส่วนกลองเพล หรือกลองทัด มีสองหน้าขนาดใหญ่ ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังสัตว์ ตรึงด้วยหมุดหุ่นกลองทำจากไม้เนื้ออ่อน กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรงป่องตรงกลางเล็กน้อย หมุดที่ตรึงหนังเรียกว่าแส้ ทำด้วยไม้หรืองาหรือกระดูกสัตว์ ตรงกลางหุ่นกลองมีห่วงสำหรับแขวน เรียกว่า หูระวิง กลองทัดจะมีขนาดหน้ากว้างเท่ากันทั้งสองข้าง มี 2 ลูก ลูกที่มีเสียงสูงตีดัง “ตุ้ม” เรียกว่า ตัวผู้ และลูกที่มีเสียงต่ำตีดัง “ต้อม” เรียกว่า ตัวเมีย ใช้ไม้ตี 1 คู่ และกลองประดับตกแต่ง หรือกลองที่ระลึก จะมีรูปร่างหรือรูปทรงเช่นเดียวกับกลองที่เป็นเครื่องดนตรี แต่จะมีขนาดและรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม และอาจทำลวดลาย ทาสีในรูปแบบอื่นๆ เพื่อความสวยงาม
ด้วยสภาพพื้นที่ทั่วไปของตำบลเอกราชที่เป็นที่ราบลุ่มคล้ายแอ่งกะทะ มีภูมิอากาศจัดอยู่ในเขตโซนร้อนและชุ่มชื้น จึงทำให้ต้นจามจุรี ต้นมะม่วง ต้นขนุน และต้นกระท้อน ไม้เนื้ออ่อนที่ปลูกตามริมคันนาขึ้นและเติบโตได้เร็ว เหมาะสำหรับนำไม้ไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักของการทำกลองคุณภาพดี จึงทำให้กลองเอกราชเป็นกลองที่ดีมีคุณภาพและมีมาตรฐานจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ตลอดจนมีการสืบทอดองค์ความรู้กันในชุมชน จนกลายเป็นหมู่บ้านทำกลองที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2554 และเป็นหมู่บ้านทำกลองและศูนย์ซ่อมกลองแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นสินค้าต้นแบบ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองอีกด้วย